Internal PR First: วิธีสื่อสารกับพนักงานในองค์กรให้เป็นเกราะป้องกันยามแบรนด์โดนถล่ม

Written by

Jakrapong Kongmalai
Jakrapong Kongmalai

Share article

Table of Contents

พบกันอีกครั้งกับ Moonshot Blog ครั้งนี้ 

วันนี้ผมขอชวนคุณมองเข้าไปข้างใน ก่อนที่จะสู้กับโลกภายนอกครับ

ลองนึกภาพนี้ดู แบรนด์ของคุณกำลังถูกวิจารณ์หนักบนโซเชียลมีเดีย ลูกค้าโกรธ สื่อกำลังขุดคุ้ย และทีม PR กำลังร่างแถลงการณ์ด่วน แต่ในขณะเดียวกันนั้น… พนักงานในองค์กรของคุณกำลังรู้เรื่องนี้จาก X ไม่ใช่จากผู้บริหาร

นั่นคือช่องโหว่ที่ใหญ่ที่สุดในวิกฤตการสื่อสารขององค์กรยุคนี้

เพราะในขณะที่คุณทุ่มงบไปกับ External PR เพื่อจัดการภาพลักษณ์ในสายตาสาธารณะ คุณกลับลืมว่า พนักงานของคุณคือแบรนด์แอมบาสเดอร์ที่ทรงพลังที่สุด และอันตรายที่สุดในเวลาเดียวกัน หากพวกเขาไม่รู้ว่าจะพูดอะไร หรือยิ่งไปกว่านั้น หากพวกเขารู้สึกถูกปล่อยให้ลอยแพ

บทความนี้จะเชื้อเชิญคุณไปเข้าใจว่า Internal PR ไม่ใช่แค่การส่ง Email แจ้งข่าวภายใน แต่คือระบบสื่อสารที่สร้างเกราะป้องกันให้แบรนด์จากภายในออกสู่ภายนอกครับ

พนักงานคือเกราะป้องกันของแบรนด์ของคุณ

มีข้อมูลจาก 2024 Edelman Trust Barometer Special Report: Trust at Work ที่ชี้ให้เห็นชัดเจนว่า พนักงานเชื่อถือเพื่อนร่วมงานมากกว่า CEO ของตัวเองถึง 2.5 เท่า สอดคล้องกับการบอกว่าพนักงานคือแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือที่สุดในสายตาพนักงานทั่วโลก เพราะพนักงานถูกมองว่าพวกเขาคือคนในที่รู้ความจริงว่าอะไรเป็นอะไร

แต่คำถามคือ ถ้าพนักงานของคุณไม่ได้รับข้อมูลที่ถูกต้องในเวลาที่เหมาะสม พวกเขาจะพูดอะไร?

คำตอบที่น่ากลัวคือ พวกเขาจะ เงียบ หรือ คาดเดาเอง ซึ่งทั้งสองแบบล้วนส่งผลเสียต่อแบรนด์ในแบบที่ต่างกัน ความเงียบคือสัญญาณของการยอมรับ ส่วนการคาดเดาคือต้นกำเนิดของข่าวลือที่ควบคุมไม่ได้

ความโปร่งใสต้องมาก่อนความลับ

อีกเรื่องสำคัญที่ผู้บริหารมักจะตกหลุมพราง คือความเชื่อที่ว่า “ปิดเรื่องนี้ไว้ก่อน อย่าเพิ่งบอกพนักงานเดี๋ยวจะตื่นตระหนก” แต่ในความเป็นจริง ความลับไม่มีในโลกยุคดิจิทัล การที่พนักงานต้องมารู้ข่าวร้ายของบริษัทตัวเองผ่านพาดหัวข่าวใน X หรือ Facebook คือการทำลายความเชื่อใจอย่างรุนแรงที่สุด

บนสมการของการบริหารวิกฤต ผู้นำที่ดีต้องกล้าที่จะสื่อสารความจริงกับคนในบ้านก่อนเสมอ การมอบข้อมูล บริบท และแนวทางแก้ไขที่ชัดเจน จะช่วยลดความสับสนและเปลี่ยนความกลัวให้เป็นความร่วมมือได้

Case Study’s Moonshot Pick Up

เพราะที่ Moonshot Blog เราไม่อยากพูดในเชิงทฤษฎีเพียงอย่างเดียว มาดูกรณีศึกษาจริงที่พิสูจน์ว่า Internal PR ส่งผลต่อทิศทางของวิกฤตอย่างไร

Case 1: Johnson & Johnson — Tylenol Crisis (1982)

เมื่อผลิตภัณฑ์ Tylenol ถูกเชื่อมโยงกับเหตุผู้เสียชีวิต สิ่งแรกที่ J&J ทำคือการสื่อสารกับพนักงานทุกคนพร้อมกันก่อนที่แถลงการณ์สาธารณะจะออก โดยบอกชัดเจนว่าบริษัทกำลังทำอะไร ทำไม และพนักงานควรตอบคำถามจากคนรอบข้างอย่างไร ผลคือพนักงาน J&J กลายเป็นปราการแรกที่ช่วยรักษาความน่าเชื่อถือให้บริษัทในระดับชุมชน ขณะที่ฝ่ายบริหารจัดการสื่อในระดับมหภาค นักวิชาการด้านการสื่อสารวิกฤตยกให้เคสนี้เป็นต้นแบบที่ยังถูกอ้างอิงในตำราทุกวันนี้

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม: The Tylenol Crisis of 1982: A Masterclass in Crisis Management — PR News | Skogrand PR Case Study

Case 2: Airbnb — COVID-19 Layoff Communication (2020)

ในปี 2020 เมื่อ Airbnb ต้องปลดพนักงานกว่า 1,900 คน CEO Brian Chesky เลือกที่จะส่งจดหมายถึงพนักงานทุกคนที่ถูกปลดออกก่อน โดยมีรายละเอียดชัดเจน ทั้งแพ็กเกจที่จะได้รับ เหตุผลที่แท้จริง และสิ่งที่บริษัทจะทำเพื่อช่วยให้พวกเขาหางานใหม่ได้ รวมถึงสร้าง Alumni Talent Directory ให้บริษัทอื่นมาเฟ้นหา สิ่งที่น่าสังเกตคือแม้จะเป็นข่าวร้าย แต่โทนเสียงจากพนักงานในโซเชียลกลับไม่ได้โจมตีแบรนด์ เพราะพวกเขารู้สึกว่าได้รับการเคารพ จดหมายฉบับนั้นถูก share ในวงกว้างและกลายเป็น PR ที่ดีที่สุดของ Airbnb ในปีนั้นโดยไม่ได้ตั้งใจ

อ่านจดหมายต้นฉบับจาก Brian Chesky: A Message from Co-Founder and CEO Brian Chesky — Airbnb Newsroom | บทวิเคราะห์จาก PRNEWS

Case 3: Starbucks — Racial Bias Incident (2018)

หลังเหตุการณ์ที่พนักงาน Starbucks ในฟิลาเดลเฟียเรียกตำรวจจับลูกค้าผิวสีโดยไม่มีเหตุผล สิ่งที่ Starbucks ทำนอกจากการขอโทษสาธารณะคือการปิดร้านกว่า 8,000 สาขาทั่วสหรัฐฯ เพื่อจัดการอบรมเรื่อง Unconscious Bias ให้พนักงาน 175,000 คนพร้อมกันในวันเดียว ก่อนหน้านั้น Starbucks ได้สื่อสารถึงพนักงานทุกคนในระบบภายในพร้อมกัน ว่าบริษัทกำลังทำอะไร เพราะอะไร และต้องการให้พนักงานรับรู้เรื่องนี้ในฐานะอะไร ผลคือพนักงานส่วนใหญ่ไม่ได้ออกมาพูดในเชิงลบต่อสาธารณะ แม้จะเป็นเรื่องที่อ่อนไหวมาก

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม: NPR — Starbucks Closes More Than 8,000 Stores for Racial Bias Training | PBS NewsHour

Start with T-R-U-E Framework!

เข้าใจถึงความสำคัญแบบนี้แล้ว หากคุณกำลังวางแผนรับมือวิกฤต (Crisis Communication Plan) ในครั้งต่อไป เราขอแนะนำให้คุณนำกลยุทธ์การสื่อสารภายในใส่ไว้เป็นวาระแรกสุด

Moonshot Blog ขอเสนอหลักการ T-R-U-E ที่จะเปลี่ยนความตื่นตระหนกของพนักงาน ให้เป็นความเชื่อมั่นและเกราะป้องกันที่แข็งแกร่งที่สุดครับ

Truthful (บอกความจริง ไม่ปิดบัง): เล่าข้อเท็จจริงทั้งหมดที่เกิดขึ้นโดยไม่ต้องพยายามใช้คำสวยหรูเพื่อลดทอนความรุนแรงของปัญหา หากองค์กรทำผิดพลาด การยอมรับกับพนักงานตรงๆ จะซื้อใจพวกเขาได้มากกว่าการพยายามเบี่ยงเบนประเด็น

Rapid (รวดเร็วและทันท่วงที): อย่าปล่อยให้ข่าวลือทำงานเร็วกว่าความจริง องค์กรต้องสื่อสารกับพนักงานให้เร็วกว่าที่สื่อภายนอกจะตีข่าว หากข้อมูลยังไม่ครบถ้วน อย่างน้อยต้องออกมายืนยันว่า “เรารับทราบปัญหาแล้ว และกำลังดำเนินการแก้ไข โดยจะอัปเดตให้ทุกคนทราบในอีก…ชั่วโมง”

United (ข้อความต้องเป็นหนึ่งเดียว): สร้าง “Single Source of Truth” หรือช่องทางหลักที่พนักงานทุกคนสามารถเข้ามาอัปเดตสถานการณ์ที่ถูกต้องได้ เพื่อให้ทุกคนเข้าใจตรงกัน และมี Key Message ชุดเดียวกันหากต้องตอบคำถามคนรอบตัว

Empathetic (สื่อสารด้วยความเห็นอกเห็นใจ): วิกฤตของบริษัทมักกระทบต่อความรู้สึกมั่นคงของพนักงานเสมอ ผู้บริหารต้องสื่อสารโดยเอาความรู้สึกของพนักงานเป็นที่ตั้ง ตอบคำถามที่อยู่ในหัวพวกเขา เช่น “งานของฉันยังปลอดภัยไหม?” หรือ “เรื่องนี้จะกระทบการทำงานพรุ่งนี้อย่างไร?”

รู้แบบนี้แล้ว อย่าลืมหันกลับไปติดเกราะให้คนในบ้าน ก่อนที่จะออกไปรบกับคนนอกบ้านนะครับ

ที่มาของภาพประกอบ: ถ่ายโดยคุณ Jaime Lopes บน Unsplash

Written by

Jakrapong Kongmalai
Jakrapong Kongmalai

Explore related Insights

We use cookies to enhance website performance and provide you with a better browsing experience. For more information, please read our Privacy Policy.

Privacy Preferences

You can customize your cookie preferences by enabling or disabling cookies in each category. However, strictly necessary cookies cannot be disabled, as they are essential for the proper functioning of the website.

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save