ถึงเวลาแล้วที่แบรนด์ต้องเลือกข้าง เพราะความเป็นกลางคือดาบสองคม

ถึงเวลาแล้วที่แบรนด์ต้องเลือกข้าง เพราะความเป็นกลางคือดาบสองคม

Written by

Sirinart Intapan
Sirinart Intapan

Share article

Table of Contents

การเกิดขึ้นของปรากฏการณ์ใหญ่หลายอย่างในปีนี้ ทำให้ธุรกิจและแบรนด์ไม่สามารถนิ่งเฉยได้อีกต่อไป โดยเฉพาะกับปัญหาสังคม ผู้บริโภคกำลังเรียกร้องให้แบรนด์แสดงจุดยืนมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งหากแบรนด์ใดนิ่งเฉย พวกเขาก็พร้อมที่จะหันหลังให้แบรนด์นั้น แล้วหันหน้าไปสนับสนุนแบรนด์ที่ยืนหยัดเคียงข้างพวกเขามากกว่า

จุดยืนอยู่เหนือคำว่าฟังก์ชัน

เมื่อก่อนการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคอาจเลือกจากราคา คุณภาพ และฟังก์ชันเป็นหลัก แต่ในวันนี้ทัศนคติของพวกเขาได้เปลี่ยนไปแล้ว ซึ่งมันส่งผลต่อยอดขายของแบรนด์แน่ๆ ผู้คนคาดหวังว่าจะได้รับบางอย่างที่เป็นมากกว่าสินค้า สิ่งที่อยู่ในความสนใจในตอนนี้คือแบรนด์จะสามารถบริหารจัดการกับปัญหาสังคมได้อย่างไร

ทั้งนี้ จุดยืนของแบรนด์ก็ต้องไม่ใช่แค่การไหลไปตามกระแส โดยที่ไม่มีความเชื่อและความมุ่งหวั่งต่อสิ่งนั้นจริงๆ เราเชื่อว่าทุกแบรนด์มีคุณค่าที่ยึดเหนี่ยวอยู่ แต่คุณค่านั้นแปรเปลี่ยนเป็นแรงผลักดันให้สังคมดีขึ้นอย่างไรได้บ้าง? นี่คือสิ่งที่แบรนด์ควรจะตอบผู้บริโภคให้ได้ ความเป็นกลางอาจทำให้แบรนด์ปลอดภัย ขณะเดียวกันก็เป็นเหมือนดาบสองคมที่ทำให้ถูกมองว่า ถ้าคุณนิ่งเฉย เราก็จะไม่สนใจคุณเหมือนกัน ต่อให้สินค้าคุณดีแค่ไหน เราก็จะไม่เลือกคุณ

 สังคมเคลื่อนไหว แบรนด์ต้องเคลื่อนตัว

จริงๆ ปัญหาเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นปัญหาเรื้อรังที่มีมาอย่างยาวนาน ซึ่งไม่อาจแก้ไขได้ภายในข้ามคืน มันปะทุขึ้นอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด และนับวันก็ยิ่งทวีความรุนแรง การที่แบรนด์จะลงมาเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ไขจะช่วยให้ผู้บริโภครู้สึกได้ว่าเสียงที่เราตะโกนออกไปคือเสียงที่ดังกว่าเดิม แล้วในปีนี้มีประเด็นไหนมีร้อนแรงเป็นพิเศษบ้าง มาตามดูกัน

#StopHateforProfit

กรณีล่าสุดที่แบรนด์ดังทั้งหลายพากันคว่ำบาตรการลงโฆษณา Facebook เนื่องจากความบกพร่องที่ไม่สามารถจัดการกับปัญหา Hate Speech หรือคอนเทนต์ที่มีเนื้อหาที่ก่อให้เกิดความเกลียดชังได้ ส่งผลให้หุ้นของ Facebook ตกลง 8.3% นับรวมเป็นมูลค่าร่วม 2.22 แสนล้านบาท โดยมีแบรนด์ใหญ่ตบเท้าเข้าร่วมกันหลายราย อาทิ Patagonia, Coca-Cola, PepsiCo, Starbucks และอื่นๆ ซึ่งแบรนด์จะหยุดลงโฆษณาอย่างน้อยจนถึงสิ้นเดือนกรกฎาคม แต่ก็ไม่แน่นักว่าจะเกิดอะไรขึ้นอีกในเวลานับจากนี้ นับเป็นวิกฤตศรัทธาครั้งใหญ่ที่หากไม่มีมาตรการอะไรสักอย่างมารองรับ Facebook อาจหมดความน่าเชื่อถือลง และสูญเสียรายได้มหาศาลต่อไป

#BlackLivesMatter

การต่อสู้เพื่อสิทธิและความเท่าเทียมของคนผิวดำลุกลามขึ้นอีกครั้งหลังการเสียชีวิตของจอร์จ ฟลอยด์ แบรนด์จากแทบทุกวงการจึงลุกฮือขึ้นมาด้วย เช่น Nike ที่บอกกับทุกคนว่าอย่าเพิกเฉยกับความยุติธรรม โดยเล่นกับสโลแกนคุ้นหูของตัวเองอย่าง “Just Do It” ให้กลายเป็น “Don’t Do It”, Spotify ปล่อยแทร็กเงียบเทียบเท่ากับระยะเวลาที่จอร์จ ฟลอยด์ ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมตัวก่อนการจากไป รวมถึงเพลย์ลิสต์ว่าด้วยวัฒนธรรมดนตรีของศิลปินผิวดำ หรืออย่าง Unilever ที่ต้องออกมาประกาศยกเลิกชื่อผลิตภัณฑ์ครีมผิวขาวของแบรนด์ Fair & Lovely และเปลี่ยนคำที่ใช้ในผลิตภัณฑ์อย่าง whitening และ lightening ออกไป

#LGBTQRightsmovement

ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเพศเองก็ร้อนแรงไม่แพ้กัน และในหลายพื้นที่ยังคงต้องต่อสู้อยู่เพื่อสิทธิอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งในเดือนมิถุนายนของทุกปีก็จะมีงานเฉลิมฉลองเทศกาล Pride Month แต่จากสถานการณ์การระบาดของ COVID-19 ทำให้การจัดงานไม่ได้ถูกดำเนินไปอย่างทุกปี ทาง Global Pride จึงจัดเทศกาลฉลองในเกม Animal Crossing: New Horizons แทน และหนึ่งในแบรนด์ที่ลงมาเป็นผู้เล่นด้วยก็คือ Sprite โดยการออกแบบเสื้อผ้าคอลเลคชัน Outfits of Pride ให้ชาวเกาะได้ไปใส่เฉลิมฉลองเพื่อสร้างสีสันให้กับเดือนสำคัญนี้กัน

 สร้างความเชื่อมั่นให้ได้ ในวันที่โลกไม่มั่นคง

จากข้อความข้างต้น นั่นเป็นแค่ส่วนหนึ่งในหลากหลายประเด็นเท่านั้น ยังมีอีกหลายเรื่องที่ผู้บริโภคให้ความสนใจ ขึ้นอยู่กับว่าแบรนด์มีความเชื่อแบบไหน สินค้าของตัวเองมีความเชื่อมโยงอย่างไร อย่างไรก็ดี อย่าพยายามฝืนที่จะแสดงออก เพราะนอกจากจะไม่ได้ใจผู้บริโภคแล้ว แบรนด์อาจถูกโจมตีกลับอย่างหนัก อย่างที่กล่าวไปว่าแบรนด์อาจต้องลองย้อนกลับไปดูด้วยว่าตัวเองยึดถือคุณค่าด้านไหนอยู่ เช่น ถ้าการผลิตสินค้าของคุณยังทดลองกับสัตว์อยู่ แต่วันหนึ่งคุณออกมาพูดเรื่องการการอนุรักษ์สัตว์และสิ่งแวดล้อม คนก็คงส่ายหน้าหนีและมองไม่เห็นความจริงใจของแบรนด์ หรือหากคุณขายครีมผิวขาว แต่อยากสนับสนุนประเด็นผิวสีก็คงดูไม่น่าเชื่อถือเท่าไรนัก

สิ่งเหล่านี้ยังรวมไปถึงการทำ CSR ของแบรนด์ด้วย ว่าต้องการช่วยเปลี่ยนแปลงสังคมอย่างเป็นรูปธรรมมากน้อยเพียงใด เพราะในวันที่โลกไม่มั่นคง ผู้บริโภคเองก็ต้องการจุดยืนที่หนักแน่นและจริงใจอยู่เคียงข้างพวกเขา และหากความไว้วางใจนั้นพังทลาย ก็คงเป็นเรื่องยากที่จะเรียกกลับคืนได้เช่นกัน

Written by

Sirinart Intapan
Sirinart Intapan

Explore related Insights

We use cookies to enhance website performance and provide you with a better browsing experience. For more information, please read our Privacy Policy.

Privacy Preferences

You can customize your cookie preferences by enabling or disabling cookies in each category. However, strictly necessary cookies cannot be disabled, as they are essential for the proper functioning of the website.

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save